Project Big Picture ถูกตั้งว่าเป็นแผนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่สุดของฟุตบอลอังกฤษ ไอเดียนี้ริเริ่มจาก 2 ทีมที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลอังกฤษอย่าง ลิเวอร์พูล และ แมนยู ซึ่งทั้งคู่เป็นสโมสรที่อยู่ภายใต้เจ้าของชาวอเมริกัน Fenway Sports Group (เจ้าของเดียวกับทีม Boston Red Sox) และ ตระกูล Glazer รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจาก Rick Parry ประธาน EFL เดอะแชมเปี้ยนชิพ

จุดประสงค์ของ Project Big Picture คืออะไร?

Project Big Picture นั้นมีจุดประสงค์ที่จะเปลี่ยนระบบโครงสร้างการทำงานและการแข่งขันของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอย่างที่เรารู้จักกันเพื่อช่วยเพิ่มเกราะป้องกันทางการเงินและเศรษฐกิจของฟุตบอลอังกฤษลีกล่าง เดิมทีแล้วโปรเจ็กต์นี้ได้มีการริเริ่มไอเดียตั้งแต่ปี 2017 แล้ว แต่เนื่องจากวงการฟุตบอลในอังกฤษและทั่วโลก โดยเฉพาะทีมในลีกล่าง (EFL) ได้รับผลกระทบมหาศาลทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 แผนนี้จึงได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาแล้วอาจผลักดันให้เริ่มต้นเร็วกว่าเดิม ทั้งนี้ได้มีรายงานมาว่ามีราว 6 สโมสรจากเดอะแชมเปี้ยนชิพได้พูดถึงโอกาสที่พวกเขาอาจล้มละลายได้หากไม่มีเม็ดเงินเข้ามาช่วยสนับสนุน

Project Big Picture จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

ถ้วย Community Shield
Community Shield
Source: Thisisanfield
  • ทีมจากพรีเมียร์ลีกจะถูกลดจาก 20 สโมสรให้เหลือ 18 สโมสร
  • ยกเลิกการแข่งขันบอลถ้วยภายในประเทศระดับล่างอย่าง EFL Cup และ Community Shield
  • ทีมอันดับ 16 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกจะต้องไปเล่นรอบตัดเชือก (Play-off) กับทีมอัน 3, 4, 5 ของ เดอะแชมเปี้ยนสชิพ เพื่อวัดกันว่าใครได้เล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลถัดไป (คล้ายกับระบบของบุนเดสลีกา)
  • 9 สโมสรในพรีเมียร์ลีกที่อยู่มานานที่สุดจะได้รับสิทธิพิเศษในการโหวตหากมีการเปลี่ยนแปลงระบบหรือโครงสร้าง และได้รับสิทธิพิเศษทางลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
  • มีงบประมาณที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าเสียหายให้กับ FA ราว 100 ล้านปอนด์
  • มีงบประมาณที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนสโมสรใน EFL ราว 250 ล้านปอนด์
  • สโมสร EFL จะได้รับส่วนแบ่งจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก 25% (จากเดิม 4%)
  • มีการกำหนดเพดานราคาตั๋วทีมเยือนให้กับแฟนบอล
  • มีการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างของการกู้ยืมเงินของสโมสร
  • ขยายพรีซีซั่น (Pre-season) ให้ยาวขึ้นและเริ่มเปิดฤดูกาลช้าลง
  • มีเงินสนับสนุนในการก่อตั้งลีกฟุตบอลหญิงในอังกฤษ

การเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจ

big six
The Big Six
Source: Sports Illustrated

เดิมทีแล้วเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบหรือโครงสร้างของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก สมาชิกทีมในพรีเมียร์ลีกทั้งหมดจะมีสิทธิในการโหวต 1 ทีม = 1 เสียง โดยต้องโหวตผ่าน 14 เสียง/ทีม ถึงจะได้มติ แต่ด้วยการแนะนำ Project Big Picture เข้ามา จะทำให้ 9 สโมสรประกอบไปด้วย อาร์เซน่อล, เชลซี, เอฟเวอร์ตัน, ลิเวอร์พูล, แมนยู, แมนซิตี้, เซาแธมป์ตัน, สเปอร์ส และ เวสต์แฮม ได้รับสิทธิพิเศษและอำนาจในการออกเสียงที่มากขึ้น หลายฝ่ายจึงเห็นว่าโปรเจ็กต์นี้กลายเป็นเครื่องมือในการรวมอำนาจเข้าสู่สโมสรยักษ์ใหญ่ โดยมีนักวิพากษ์วิจารณ์หลายคนบอกว่าโปรเจ็กต์นี้เป็นการให้อำนาจตัดสินใจให้กับทีมใหญ่มากเกินไป เพราะสามารถตัดทีมเล็กๆ ออกจากกระบวนการตัดสินใจเมื่อมีการปรับเปลี่ยนนโยบายในอนาคต โฆษกของ The Football Supporters Association องค์กรที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์และเป็นกระบอกเสียงให้กับแฟนบอลในสหราชอาณาจักรได้กล่าวว่า “มีสมาชิกขององค์กรเราจำนวนน้อยมากที่คิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดีในการรวมอำนาจให้กับสโมสร ‘Big Six’ ที่มีเจ้าของเป็นเศรษฐีระดับพันล้านอยู่แล้ว”

ข้อตกลงในพรีเมียร์ลีก

ล่าสุดทางสโมสรในพรีเมียร์ลีกได้ลงมติสำหรับไอเดีย ‘Project Big Picture’ แล้ว สโมสรทั้งหลายได้ร่วมปฏิเสธโปรเจ็กต์ดังกล่าวอย่างไม่เปิดเผยรายชื่อในช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามสโมสรในพรีเมียร์ลีกได้มีข้อตกลงที่จะช่วยกันหารือและสร้างแผนใหม่ที่จะช่วยให้การเงินของฟุตบอลอังกฤษกลับมาสะพัด รวมถึงได้ตกลงกับการเสนอ 50 ล้านปอนด์ที่สมทบทุนเดิม 27.2 ล้านปอนด์ รวมเป็น 77.2 ล้านปอนด์เป็นเงินสนับสนุนเพื่อช่วยทีมในระดับล่าง (ลีกวัน และ ลีกทู) ซึ่งเป็นลีกที่พึ่งรายได้จากวันแข่งขันและแฟนบอลในสนาม จึงทำให้บรรดาสโมสรลีกล่างมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายสูงกว่าทีมจากเดอะแชมเปี้ยนชิพและพรีเมียร์ลีกอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ทางพรีเมียร์ลีกจะยังคงมีการเจรจากับ EFL ต่อไปเพื่อหาข้อสรุปและทางออกเพื่อการบริหารฟุตบอลอังกฤษที่ยั่งยืน

คุณเห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตาม 'Project Big Picture' หรือไม่?