ในฟุตบอลสมัยใหม่ ตัวผู้เล่นหนึ่งคนไม่ได้เพียงแค่คุมตำแหน่งตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทุกคนจะต้องมีความยืดหยุ่นในสนาม พร้อมปรับตัวเข้ากับรูปเกมได้ตลอดเวลาและมีบทบาทที่จะเติมเต็มฟังก์ชั่นต่างๆ ให้กับเพื่อนร่วมทีมได้ แม้ว่าจะไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของตัวเองก็ตาม เมื่อทีมต้องสูญเสียผู้เล่นตัวหลักออกไปหนึ่งคน ก็จะส่งผลกระทบแบบ Ripple effect ไปทั่วทั้งสนาม

Van Dijk ได้รับบาดเจ็บในเกมที่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 2-2
Van Dijk ได้รับบาดเจ็บในเกมที่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 2-2
Source: The Athletic

เราได้เห็นกรณีของแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ที่เล่นบอลได้อย่างดุดันช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนมาคว้าแชมป์ลีกสำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีของสโมสรเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขาได้สูญเสียกองหลังตัวสำคัญของทีมอย่าง Virgil Van Dijk ตั้งแต่นัดที่ 5 ของฤดูกาลในเกมที่ปะทะกับ เอฟเวอร์ตัน เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เหล่า The Kop ก็ได้แสดงความไม่พอใจในการปะทะของผู้รักษาประตู Jordan Pickford ที่ทำให้ปราการหลังตัวสำคัญต้องปิดเทอมยาว ปราการหลังคนนี้เป็นหนึ่งในแกนหลักในการพาทีมคว้าแชมป์ต่างๆ และเป็นผู้นำในแนวรับของหงส์แดง แน่นอนว่าการเสียผู้เล่นระดับ ฟาน ไดค์ มักส่งผลต่อผลงานและการเล่นของทีมในฤดูกาลนี้ เรามาดูผลกระทบของทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล เมื่อไม่มี เฟอร์กิล ฟาน ไดค์

ไม่มี Van Dijk ไม่มีความไว้ใจในแดนหลัง

ในช่วงหลายปีที่มา Virgil ได้แสดงศักยภาพออกมาให้โลกเห็นว่าเขาคือ ยอดกองหลังของฟุตบอลสมัยใหม่ เขาเป็นกองหลังที่สมบูรณ์แบบและได้เข้ามายกระดับแนวรับของลิเวอร์พูลอย่างเห็นได้ชัด ฟาน ไดค์เป็นกองหลังที่มีความแข็งแกร่งเมื่ออยู่กลางอากาศแต่ก็มีความเร็วในการวิ่งไล่รอซ้อนเพื่อนร่วมทีม อีกทั้งมีความเป็นผู้นำ ช่วยเพิ่มความเสถียรภาพในแดนหลังของหงส์แดง การมีตัวเขาอยู่ในทีมทำให้ลิเวอร์พูลสามารถเล่นด้วยระบบ high defensive line ที่รัดกุมมากๆ หรือ การเล่นแบบดันผู้เล่นทั้งทีมให้ขึ้นสูงเพื่อบีบคู่แข่งตั้งแต่ในหน้าโกล (High Press) แต่เมื่อขาด ฟาน ไดค์ ทำให้พวกเขากลับต้องถอยลงมาตั้งรับในแดนตัวเองมากขึ้น ส่งผลให้ทีมไม่สามารถเพรสคู่แข่งได้เหมือนเมื่อก่อน

การเปลี่ยนเกมรับเป็นรุก

ความสามารถในการโยนบอลยาวของ Virgil นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลได้ประตูจากการพลิกเกมรับเป็นเกมรุกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อ ฟาน ไดค์ มีเวลากับบอลและสามารถโยนยาวจากแดนหลังทำให้ปีกของลิเวอร์พูล Mohammed Salah และ Sadio Mane ใช้ความเร็วเพื่อวิ่งไปในพื้นที่ว่างเพื่อรับบอลจากแดนหลัง บางครั้งอาจไม่ถึงกับเป็นประตูเลยทีเดียวแต่มันช่วยสร้างโอกาสและพื้นที่ให้กับแนวรุกของลิเวอร์พูลได้ดวล 1v1 กับกองหลังคู่แข่ง หรือแม้กระทั่งการโจมตีลูกกลางอากาศของเขาในการทำประตูจาก Set piece หรือลูกเตะมุม ในฤดูกาลที่แล้วเขาได้ช่วยทีมทำไปถึง 5 ประตูจากลูกโหม่งทั้งหมด

ตัวซ้อนที่มั่นคง

อีกหนึ่งหน้าที่ที่ ฟาน ไดค์ ช่วยทีมก็คือการเป็นตัวซ้อนเมื่อฟูลแบ็ค อย่าง Alexander-Arnold กับ Robertson ได้เติมเกมรุกขึ้นไป เมื่อขาดฟานไดค์ไปเราจะเห็นได้ชัดว่าประสิทธิภาพของการขึ้นเกมรุกโดยการใช้ฟูลแบ็คนั้นลดลง เนื่องจากมีเกราะป้องกันหรือตัวซ้อนที่ไม่แกร่งพอ TAA กับ Robertson เล่นเป็นคู่หูกันและได้อาศัยความคุ้นชินที่เล่นด้วยกันแบบมี ฟาน ไดค์ อยู่ช่วยบริหารแนวรับ มันเป็นความเข้าขากันที่ได้พัฒนาขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เมื่อขาดตัวหลักไป ระบบของทีมก็อาจเสียศูนย์ไปด้วยเช่นกัน

ช่องโหว่ในแดนกลาง

Henderson กับ Fabinho ต้องถอยลงมาเล่นกองหลัง
Henderson กับ Fabinho ต้องถอยลงมาเล่นกองหลัง
Source: Liverpool Echo

นอกจากนี้แล้วการหายไปของปราการหลังชาวดัตช์ทำให้ทีมต้องถอยผู้เล่นในแดนกลางอย่าง Henderson และ Fabinho ลงมาเล่นในแนวรับแทน ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เกมรับในแดนกลางและการเพรสบอลสูงนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง กองกลางของลิเวอร์พูลจากเดิมที่คอยตัดบอลเพื่อส่งต่อให้แนวรุกเล่นบอลสวนกลับ เมื่อไม่มี Henderson เป็นห้องเครื่องก็ทำให้โอกาสในการเข้าทำของผู้เล่นแดนหน้าลดลง และอาศัยการถ่ายบอลจากแดนกลางโดยให้ Thiago เป็นตัววางบอลยาวแทน ซึ่งเจ้าตัวก็ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสปีดของบอลพรีเมียร์ลีกได้เท่าไหร่นัก

แผนการเล่นที่เปลี่ยนไป

ก่อนที่เจ้าตัวจะได้รับบาดเจ็บลิเวอร์พูลจะมีแผนการเล่นที่เน้น

  • การดันแนวรับขึ้นมาสูง – High defensive line
  • ฟูลแบ็คดันขึ้นสูงเพื่อช่วยเกมรุก
  • ปีกหุบเข้ามาเล่นและรับบอลตรงกลาง
  • กองหลังที่ compact และรับแน่นเพื่อช่วยกองหลัง

แต่ในรูปทีมปัจจุบันพวกเขาเพรสสูงได้น้อยลง กองหลังไม่แน่นเหมือนเมื่อก่อน มีการถ่ายบอลผ่านกลางสนามจากเดิมทีเน้นการบุกโดยใช้ฟูลแบ็ค และปีกต้องลงมาล้วงบอลเองมากขึ้น ปัจจุบันลิวเอร์พูลอยู่อันดับที่ 6 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก โดยได้แพ้มา 4 นัดรวด พวกเขาจะกลับมาทวงแชมป์ได้หรือไม่?​